"โรคมะเร็ง" ยังคงเป็นโรคที่ใครหลายคนมักหวั่นกลัวเมื่อได้ยินอยู่เสมอ
แต่วันนี้เราอาจจะต้องปรับเปลี่ยนความเชื่อเสียใหม่
เพราะปัจจุบันนี้วิทยาการทางการแพทย์ก็ล้วนมีความก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก
ทำให้มนุษย์เราสามารถค้นพบเครื่องมือและวิธีการที่ใช้จัดการกับมะเร็งร้าย
ได้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ที่ศูนย์รังสีรักษา โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์
(เปิดให้บริการที่ชั้นใต้ดิน B2)
นั้นเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจในการให้บริการของโรงพยาบาลที่มีความทันสมัยของ
เครื่องมือทางการรักษาที่เรียกว่า เครื่องฉายเร่งอนุภาคชนิด “Rapid Arc” ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องแรกของคณะแพทยศาสตร์สิริราชพยาบาลอีกด้วย
รังสีรักษาคืออะไร?
โดยทั่วไปแล้ว “รังสีรักษา” หรือเรียกง่ายๆ ว่า “การฉายรังสี” เป็นวิธีหนึ่งที่มีการนำมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็งเป็นอันดับต้นๆ รังสีที่ว่านี้จะอยู่ในรูปของคลื่นที่มีพลังงานสูง สามารถทะลุผ่านสิ่งต่างๆ ได้ดี เช่นรังสีเอกซเรย์ หรือ แกมมาเรย์ หรืออยู่ในรูปของอนุภาค เช่น ลำรังสีอิเลคตรอน โดยเป้าหมายที่สำคัญของการฉายรังสีคือ ทำให้ก้อนมะเร็งได้รับรังสีสูงที่สุดเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งในขณะที่อวัยวะ สำคัญข้างเคียงจะต้องได้รับรังสีน้อยที่สุดเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิด ขึ้นจากการฉายรังสีวิธีให้รังสีรักษาทำได้อย่างไรบ้าง?
การให้รังสีทำได้ 2 วิธีคือ-
การฉายรังสีจากภายนอก (External Radiation Therapy)
(Linear Accelerator) โดยจะสามารถส่งผ่านลำรังสีพลังงานสูงนี้ไปยังเป้าหมายได้อย่างแม่นยำแม้ว่าก้อนมะเร็งนั้นจะอยู่ตรงตำแหน่งไหนของร่างกายก็ตาม -
การฉายรังสีแบบภายใน (Brachytherapy)
หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “การใส่แร่” ซึ่งก็คือการสอดใส่สารกัมมันตรังสีเช่น อิริเดียม 192 หรือ โคบอลท์ 60 เข้าสู่ร่างกายในตำแหน่งของเนื้องอกโดยตรง มีผลให้เนื้องอกได้รับปริมาณรังสีสูง ในขณะที่อวัยวะสำคัญข้างเคียงได้รับรังสีน้อย วิธีนี้เหมาะสำหรับการรักษามะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งมดลูก เป็นต้น
สู่อีกขั้นของนวัตกรรมการฉายรังสี
สำหรับประเทศไทยนั้น วิวัฒนาการในการฉายรังสีของประเทศไทยเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2471 คือเริ่มมีการใช้วิธีฉายรังสีจากภายนอกเป็นครั้งแรก และนับจากนั้นเป็นต้นมาก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีเทคนิคที่น่าสนใจดังนี้-
การฉายรังสีแบบธรรมดา (Conventional Technique)
เทคนิคนี้ไม่ยุ่งยากซับซ้อนมากนัก ส่วนใหญ่จะฉายรังสีเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมหรือวงกลมโดยอ้างอิงจากภาพเอกซเรย์ กระดูกแบบธรรมดาที่จะใช้กระดูกในบริเวณใกล้เคียงเนื้องอกหรือมะเร็งนั้นเป็น อวัยวะอ้างอิง ใช้ในการรักษาโรคที่มีความซับซ้อนไม่มากนัก -
การฉายรังสีแบบสองมิติ (Two Dimensional Technique)
เป็นเทคนิคการฉายรังสีที่พัฒนามาจากประเภทแรก โดยมีการใช้ภาพเอกซเรย์ 2 มิติ คำนวณการรักษาด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์วางแผนการรักษา -
การฉายรังสีสามมิติ (Three Dimensional Conformal Radiation Therapy: 3D-CRT)
เป็นการรักษาที่ใช้ภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ทำให้เห็นก้อนเนื้องอกและอวัยวะปกติในรูป 3 มิติ ทำให้แพทย์สามารถกำหนดขอบเขตการรักษาได้แม่นยำมากขึ้น และนักฟิสิกส์การแพทย์สามารถวางแผนการรักษาโดยใช้ลำรังสีเข้าได้หลายทิศทาง ด้วยคอมพิวเตอร์ วิธีนี้จะทำให้ปริมาณรังสีกระจายอย่างสม่ำเสมอครอบคลุมก้อนเนื้องอกและยังลด ปริมาณรังสีต่ออวัยวะข้างเคียงทั้งนี้การรักษาด้วยวิธีนี้เหมาะกับรอยโรคที่ ค่อนข้างมีความซับซ้อน
|
3 มิติ: ลำรังสีเข้าหลายทิศทาง |
2 มิติ: ลำรังสีเข้า 2 มิติ |
| ภาพแสดงการกระจายรังสี (บริเวณที่มีสี) ของภาพตัดขวางบริเวณอุ้งเชิงกราน ด้วยเทคนิค 3 มิติ จะมีการครอบคลุมของรังสีบริเวณที่ต้องการรักษา (เส้นสีเหลือง) ได้ดีกว่า และรังสีโดนอวัยวะปกติน้อยกว่าเทคนิค 2 มิติ | |
-
การฉายรังสีแปรความเข้มสามมิติ (Intensity Modulated Radiation Therapy: IMRT)
พัฒนามาจากการฉายรังสี 3 มิติ โดยจะมีการปรับความเข้มในแต่ละลำรังสี ทำให้สามารถเพิ่มปริมาณรังสีที่ก้อนเนื้องอกให้สูงขึ้น และช่วยลดปริมาณรังสีต่ออวัยวะข้างเคียงได้มากขึ้น ช่วยเพิ่มโอกาสการหายจากโรค อีกทั้งยังมีผลแทรกซ้อนจากการฉายรังสีน้อยลง แต่วิธีนี้จะใช้เวลาในการฉายรังสีแต่ละครั้งค่อนข้างนาน การรักษาด้วยวิธีนี้เหมาะสำหรับรอยโรคที่อยู่ติดกับอวัยวะสำคัญ เช่น มะเร็งหลังโพรงจมูก มะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น
|
IMRT |
3 มิติ |
| ภาพแสดงการกระจายรังสี (บริเวณที่มีสี) ของภาพตัดขวางบริเวณอุ้งเชิงกราน ด้วยเทคนิค IMRT จะมีการครอบคลุมของรังสีบริเวณที่ต้องการรักษา (เส้นสีเหลือง) ได้ดีกว่า และรังสีโดนอวัยวะปกติน้อยกว่าเทคนิค 3 มิ | |
-
การฉายรังสีแบบสี่มิติ (Four Dimensional Radiation Therapy)
วิธีนี้เป็นการฉายรังสีที่เหมาะกับรอยโรคที่มีการเคลื่อนไหวเช่น มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน เป็นต้นเพราะในขณะที่ผู้ป่วยหายใจหรือขยับตัว ก็จะยังคงมีเครื่องมือตรวจจับการหายใจบนตัวผู้ป่วยขณะถ่ายภาพเอกซเรย์ คอมพิวเตอร์หรือขณะฉายรังสีด้วยวิธีนี้จะทำให้สามารถกำหนดขอบเขตก้อนเนื้อ งอกได้ถูกต้องและครอบคลุมตลอดทุกช่วงการหายใจ มีผลให้อวัยวะข้างเคียงได้รับปริมาณรังสีลดลงเป็นการช่วยลดภาวะแทรกซ้อน จากรังสี และสามารถเพิ่มปริมาณรังสีที่ก้อนเนื้องอกได้สูงขึ้น






0 comments:
Post a Comment